ทริบโคลัมเบีย สู่ เอกวาดอร์:

 

 

change your language


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ผมได้อยู่ที่โคลัมเบีย เป็นระยะเวลาหนึ่ง เรียนรู้วัฒนธรรม สังคม
อาชญากรรม และเรื่องดี และไม่ดี
และก็ได้มีโอกาสไปแข่งขันเรื่องเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์โคลัมเบียที่
Escuela Colombiana de Ingenierías.เป็นการแข่งขันแบบสนุกสนานไม่จริงจังมาก
เลยพอมีความรู้ส่วนหนึ่งเรื่องประเทศนี้ กับระยะเวลาที่อยู่ซึ่งคิดว่านานพอที่จะเรียนรู้อะไรต่างๆ

ผมเองได้เจอเหตุการ์ณเกือบทุกอย่างส่วนมากเรื่องซวยที่คนส่วนมากไม่เจอกันเยอะแบบนี้
ทั้งโดนกระชากกระเป๋า ล้วงกระเป๋า (โดนสองรอบ) ตกเครื่องบิน ทะเลาะวิวาท โดนตำรวจจับ โดนปรับค่าใบต่างด้าว จ่ายค่าบ้านไม่ทัน
และอื่นๆสารพัด เยอะมากทีเดียว....

แต่ว่า ....ทริปนี้ที่ผมจะเล่าอาจจะยังไม่พูดถึงเรื่องโคลัมเบียมากนัก แต่จะเล่าให้ฟังวันหลังแบบละเอียดวันหลัง แบบละเอียด
เนื่องจากก่อนจะมาที่เหล่านี้ ผมได้พยายามหาข้อมูลในเวปไทยแต่มันน้อยมาก เลยไม่สามารถศึกษาอะไรได้เยอะ
ต้องไปเที่ยวอ่านในเวบตปทเอา เลยอยากจะเอามาแชร์ให้ได้อ่านกัน

บันทึกการเดินทางนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า ซวย ซวย และ ซวย (อาจจะแฮปปี้เอนดิ้งตอนท้าย)
อ่านในหนังสือไม่เท่ากับมาเอง ขอบอกเลยว่า อเมริกาใต้ไม่เหมือนยุโรป เมกา ที่คุณไปแน่ๆ
ถ้าแค่มาเที่ยวๆแล้วกลับก็เอาบรรยากาศไป แต่ถ้าจะมาเรียนรู้อะไรหลายอย่าง มันเป็นอะไรที่อาจจะไม่คุ้นเคยและปวดหมองก็ได้ครับ

ผมขอเกริ่นประเด็นหลักๆของเรื่องที่จะเล่าก่อนะครับ มีดังนี้...

- เมื่อโดนล้วงกระเป๋าก่อนที่ยังไม่ได้เริ่มทริป (หายหมดทั้ง บัตรเอทีเอ็ม4 ใบ บัตรต่างด้าว บัตรที่ทำงาน
เงิน 200 ดอร์ล่า 200,000 โคลัมเบียเปโซ และอื่นๆ) Sad มากๆ
-ติดอยู่ที่ด่าน ทั้งคืน เพราะเข้าเอกวาดอร์ไม่ได้ และก็กลับไปเข้าโคลัมเบียไม่ได้(ซวยซ้ำซวยซาก)
- เจอคนตายบนถนน รถเหยียบ สยอง จัด....
-เป็นคนไทยส่วนน้อยมากๆหรือคนแรกในรอบปี(เดาเอา 55) ที่ได้ขึ้นไปเหยียบภูเขาลูกที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของเอกวาดอร์
- ไปเยือน Mitad del Mundo หรือ Middle of the World เป็นจุดแบ่งระหว่างซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้
-และอื่นๆอีกมากมายให้ติดตาม

 

.

แผนที่สถานทีตั้ง

เขาว่ากันว่า คนส่วนมากที่มาเที่ยวอเมริกาใต้นี้โชคดีมากๆ
ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ที่ได้มาเห็นวิวทิวทัศน์ ที่สวยงามมากๆ
ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต จะบอกว่าคุ้มไหม ผมบอกได้เลยว่า
ใครที่ได้จ่ายตั๋วแพงๆมา เพื่อจะมาดูธรรมชาติ คุ้มแน่นอน..

การเดินทางของผมเริ่มจากต้นทางที่โคลัมเบีย เมืองหลวงคือ โบโกต้า
ก่อนมานี้ก็ยุ่งยาก เสียเงินเสียเวลา เพราะอย่างที่รู้กัน ถ้าจะมาโคลัมเบียต้องไปทำวีซ่าที่มาเลย์
ผมเลยแบกสังขารไปที่นั้น บวกค่าวีซ่าอีกประมาณ 4 พันกว่าๆ
คนไทยส่วนมากที่เห็นก็จะเริ่มต้นทางที่เอกวาดอร์แล้วค่อยๆลงมาเปรู ชิลี อาเจน หรือโบลิเวีย
เพราะจะได้ไม่ปวดหัวกับการทำวีซ่า เสียทั้งเวลาและตังค์

 

เมืองหลวงประเทศโคลัมเบีย หรือที่ชื่อว่า โบโกต้า
ใครเคยได้ยิน แค่ชื่อประเทศก็นึกอะไรไม่ออกนอกจาก
อาชญากรรม,กัญชา และคอรับชั่น
ซึ่ง จริงอย่างที่เขาว่าทุกอย่างพอได้มาสัมพัส ของพวกนี้หาง่ายมากเดินตามถนนก็หาได้
ผมได้สัมผัสมาหมด ไม่ว่าจะเป็นหาซื้อ(ไม่แนะนำให้ทำตาม)

บนท้องถนนมีการสูบพวกนี้กันหลายที่ เพราะผม ได้กลิ่นเกือบทุกที แต่ทั้งที่รู้ว่ามันผิดกฏหมาย
ทำไมตำรวจไม่ทำอะไรกัน มันก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกแต่จะไม่บ่นให้ยาว ถึงรายละเอียด เพราะตอนนี้เราจะมาเล่าทริปนี้กัน

ผมได้มีเพื่อนคนเยอรมันซึ่งทำงานอยู่ที่นี้ และจะกลับประเทศตอนที่ผมหยุดงานยาวพอดี
เลยได้นัดกันไปโดยเริ่มทริปตั้งแต่วันที่ 21 ธันวา

จองตั๋วรถไว้ก่อน 3 สัปดาห์เพราะถ้ามาซื้อเอาดาบหน้า รับรองได้ว่าไม่มีขาย เพราะคนเตรียมตัวกันไปคริสมาสต์หมด

ถ้าใครได้มีโอกาสมาเที่ยวที่โคลัมเบีย แนะนำให้ขึ้นรถบริษัทนี้ FRONTERAS
เนื่องจากปลอดภัยที่สุดจากสถิติ แต่ก็ไม่รับประกันเสมอไป
เพราะเหตุการ์ณปล้นบนรถเกิดขึ้นบ่อย หรือพวกมือไวมีบ่อยมาก
ถ้าเกิดรถแล่นๆ ไปดึกแล้วหยุดกลางทาง ให้ระวังดีๆ เพราะจะมีคนขึ้นมาขโมยของ ทรัพย์สิน หรือปล้น
มีให้เป็นกันบ่อยที่โคลัมเบีย

ยังไม่ทันจะได้เริ่มไปไหนเลย ก็โดนซะแล้วที่โคลัมเบีย
ในทริปนี้ผมโดนล้วงแบบต่อหน้าต่อตา ทำกันเป็นแก๊งเลยบนรถ ทั้งคนขับและคนขโมย
โดยคิดว่าจะเอาเงินแยกไว้ในซองพาสปอร์ตและสิ่งสำคัญ แต่ยังไม่ทันจะได้แยกก็โดนซะแล้ว

วิธีการป้องกันหากใครกลัวโดนล้วง ปล้น หรือกระชา ให้ทำตามดังรูป

 

 

สถานที่ที่โดนนั้นคือใกล้ๆกับ Salitre Plaza
ตอนขึ้นรถผมคิดว่าพอถึงสถานี จะเอาเงินมาใส่ซองพาสติกให้หมด
เพราะตอนนั้นเงินยังอยู่กระเป๋าข้างขวา แต่ปิดทั้งซิป และไม่คาดคิดจะโดนคนมาล้วงง่ายๆแน่

รถที่โดนนั้นมีลักษณะสีดำคล้ายกับที่วงกลมตามภาพ ข้างในมีที่นั่งเล็กมากๆ อัดกันแน่นๆ ไม่ใหญ่เหมือนรถแดงบ้านเรา เหมาะแก่การขโมยเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดผมก็ถึงที่สถานีขนส่งจนได้ และก็ได้หิ้วกระเป๋าลงรถ
ในขณะที่กำลังลงรถนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนช่วยดันกระเป๋า
เท่านั้นแหละ ลงรถมาได้ แค่ 1 วินาที รถปิดทันควันพร้อมกับรอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้นที่บอกว่า
"กุได้กระเป๋าตังค์เมิงแล้วนะ"

ผมวิ่งตามไปจนแบบสุดๆ แต่ทันรถ แต่รถไม่เปิดให้
แว๊บนึงดันขึ้นมาในหัวเลยก็คือ ผมเห็นผู้หญิงคนนั้นคุยกับคนขับรถ
พูดสำเนียงใต้ๆ หมายถึง สเปนสำเนียงที่ฟังไม่ค่อยถนัด ซึ่งผมก็จับใจความได้ไม่มาก
แต่มีความรู้สึกเลยว่า มันทำกันเป็นแก๊งค์แน่
เพื่อนผมคนเยอรมันโชคดีที่ลงรถก่อน เลยไม่โดนอีกอย่างกระเป๋าเงินของเพื่อนผมจริงๆก็อยู่จุดเดียวคือใน
แจ๊กเก็ตด้านขวา ...

เวลานั้นแหละครับ ผมซึ่งเลย แบบเงินที่เก็บมาตั้งหลายเดือนมาเที่ยว
หายไปทั้ง 200 USD ผมกับเปโซอีก 200,000 หรือประมาณ 112 USD ทั้งหมด 312 USD
ไม่รวมบัตรเอทีเอ็มสี่ใบ บัตรต่างด้าว และอื่นๆ

ผมและเพื่อนรีบไปที่สถานีตำรวจ แต่ก็ได้แค่ใบนี้ ซึ่งก็ช่วยอะไรแทบไม่ได้
ตอนนั้นผมคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรต่อไปดี แต่คิดในแง่ดีคือ ผมยังมีตังค์ที่แบ่งเอาไว้
ที่บ้านอีกส่วนหนึ่งสำหรับไปทริป leticia และ tabatinga(brazil) เพื่อไปดูจุดเริ่มต้นของแม่น้ำอเมซอนที่เข้ามาบราซิล .

เพื่อนเยอรมันคนนั้นก็เสนอว่า จะให้ยืมเงินก่อนแล้วค่อยโอนให้เขาทีหลัง ตอนปลายมกราคม ตอนได้เงินเดือน เพราะอีกอย่างคือรถจะออกอีกไม่ถึง 20 นาที ผมเลยตัดสินใจต้องไป เพราะแผลนไว้ตั้งนานแถม เป็นคนคิดทุกอย่างว่าจะพักที่ไหนยังไง ....

สรุปก็คืนนั้นก็นอนไม่หลับทั้งคืนบนรถ เพราะมัวแต่คิดถึงหน้าผู้หญิงคนนั้น (แก่ด้วย)
จริงๆ คนแก่ๆที่นี้ เวลาถามทางอะไรไม่ค่อยตอบ อัธยาศัยไม่ค่อยดี แถมทำประชด
ต่างจากเด็กวัยรุ่น ที่ยังพอช่วยเรื่องเส้นทางและอื่นๆ
กว่าผมจะหลับได้ก็เล่นเอา ตีสอง เพราะมัวแต่คิดมาก ตื่นมาอีกทีก็ยังไม่ถึง
รวมเวลานั้นรถทั้งหมดคือ 20 ชั่วโมง จากเมืองหลวง โบโกต้า
ถึง Pasto

ถึงที่ Pasto ตอนประมาณ สองทุ่มกว่าๆ
ลืมบอกไปว่า ค่ารถ จาก Bogota ถึง Pasto คือ 110,000 เปโซ หรือประมาณ 1892 บาท

เนื่องจากไม่มีรถสู่ ipiales เลยต้องนั่งรถจาก Pasto ไป ipiales
ประมาณ 152 บาท
แล้วพอถึง ipiales ก็นั่งแท็กซี่ไปที่ชายแดนเพื่อไปประทับตราออกจากประเทศ
ค่าแท็กซี่คือ 120 บาท
จริงๆสามารถเดินไปที่ชายแดนได้ ประมาณ 3 กิโล แต่เนื่องจากถึงดึกมากเลยต้องนั่งไปที่ด่าน
ด่านที่โคลัมเบีย ปิด เที่ยงคืน เปิด เจ็ดโมง
7.00 am - 12.00 am

ส่วนด่านที่ เอกวาดอร์เปิด 24 ชั่วโมง

รูปสถานี ipiales

ด่านที่โคลัมเบีย

อย่างที่รู้กันว่า แถบลาตินแถบจะไม่พูดอังกฤษกันเลย
ส่วนโคลัมเบียนั้น น้อยคนมากที่จะพูดอังกฤษ
แต่ฟังเอกวาดอร์นั้น เจอหลายคนที่พูดอังกฤษ ..
ใครที่มา โดยไม่มีเบสิคสเปนหรือไม่สามารถพูดได้เลยนั้นอาจจะอยู่ลำบากหน่อย
โดยเฉพาะที่เกิดปัญหา ส่วนผม พูดได้ระดับ intermediate
ไม่ถึงกับ Advance แต่สามารถเอาชีวิตอยู่ได้ทั้งที่ทำงานและท่องเที่ยว

 

ในที่สุดแท็กซี่ก็พามาส่งที่ด่านจนได้
ผม ก็ไม่มีปัญหากับ ตม. ที่ด่านโคลัมเบีย

แต่พอมาถึงที่ด่าน เอกวาดอร์ ความซวยก็เริ่มบังเกิดขึ้นอีกครั้ง

ตม. ที่เอกวาดอร์ไม่ให้เข้าประเทศ แถมบอกว่า ผมต้องไปทำวีซ่าถึงจะเข้าได้

ผมเลยแบบเฮ้ย มันเป็นไปได้ไง ไม่ได้นะ เพราะเราศึกษามาดี อ่านในเวบตลอดว่า
พาสปอร์ตไทย ไม่ต้องทำวีซ่าเข้าเอกวาดอร์

วินาทีนั้นแหละผมตามหา wifi แต่หาไม่เจอ อยากจะขอร้องคนทางอินเตอร์เน็ตให้ช่วย
หาเอกสารที่บอกว่าคนไทยไม่ต้องทำวีซ่า แต่ก็ไม่สามารถหาwifi ได้เลย
ร้านแถวด่านปิดหมด ตอนนั้นผมเศร้ามาก
ถึงกลับบอกเพื่อนไปว่า คงซวยจริงแล้วแหละ

เนื่องด้วยตอนนั้นเพื่อนไม่มีเงินติดตัวสักบาท มีแต่บัตรเครดิต แถวด่านไม่มีที่ให้กดเลย
วินาทีนั้นผมก็ดึงพาสปอร์ตออกมา แล้วก็เจอเงินที่ตัวเองซ่อนไว้ประมาณ 20,000 เปโซ (334 บาท)

เลยตัดสินใจบอกเพื่อนว่า เอางี้ดีกว่า ให้เพื่อนไปแสตมป์ออกจากเอกวาดอร์แล้วแสตมป์เข้าโคลัมเบียเพื่อนั่งรถไปในเมืองไม่ไกล ไปกดตังค์ จากนั้นผมจะได้ยืมตังค์นั้นนั่งรถกลับ โบโกต้า

แต่ด้วยเพื่อนยังไม่แน่ใจ เพราะเพื่อนผมบอกว่า นายมั่นใจนะว่าคนไทยเข้าเอกวาดอร์ไม่ต้องขอวีซ่า
เพื่อนเลยพาเดินกลับไปฝังโคลัมเบียอีกเพื่อไปคุยกับตม ที่นั้น

ยังไม่ทันจะคุยไร กับตม.
เขาก็หยิบพาสปอร์ตเราไปปั๊มเข้าโคลัมเบีย
ผม งงเป็นอย่างมาก ทั้งๆที่เพื่อนและผมจะถามเฉยๆ
งานนี้ เพื่อนผม ก็ยังไม่อยากจะไปฝั่งโคลัมเบีย เพราะเนื่องจากเห็นผมสีหน้ามั่นใจ
เลยเดินกลับไปฝั่งเอกวาดอร์อีกรอบ เพื่อถาม

พอเดินไปทางฝั่งเอกวาดอร์ สรุปสุดท้าย ทางฝั่งตม.เอกวาดอร์บอกว่า เขาเพิ่งโทรไปถาม (ไม่แน่ใจโทรไปถามที่ไหน)
สรุปคือคนไทย เข้าเอกวาดอร์ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า
แค่นั้นแหละ ผมโล่งอกแบบบอกไม่ถูก ...
เหมือนจะราบรื่นนะครับ แต่ว่า
ปัญหาใหม่ตามมาอีก............

ทางด่าน ตม โคลัมเบีย ซึ่งห่างจาก ด่านเอกวาดอรประมาณ 1 กิโล
ผมก็เดินกลับไปพร้อมกับเพื่อน เพื่อนไปปั้มออก
แต่ ตม โคลัมเบีย ทำหน้าตาแบบไม่พอใจ ทำท่าแบบจะฆ่าเราอย่างนั้น
พร้อมบอกว่า แน่ใจนะว่า เข้าเอกวาดอร์ได้ เพราะถ้าปั้มออกรอบนี้ ถ้าเข้าเอกวาดอร์ไม่ได้
ก็จะไม่สามารถเข้า โคลัมเบียได้อีกเลย ...
เพราะปั้มเข้าออกในวันเดียวกัน มันแปลก อีกอย่างไม่มีปั้มจากเอกวาดอร์ด้วย
จากนั้น ตม ก็บอกให้มาพรุ่งนี้ ตอน 7 โมงเช้า เพื่อนมาปั้มออก

ด่านที่โคลัมเบียนั้นไม่มีที่หลบและที่นั่งเป็นแบบ open air แถมหนาวมากด้วย
อากาศดึกๆประมาณ ต่ำกว่า 10 องศา
ผม เลย เดินกลับไปที่ด่านเอกกวาดอร์ เพื่อนไปถามอีกครั้งให้แน่ใจ
พร้อมนอนรอเป็นเวลา 7 ชั่วโมงยันเช้า

รุ่งเช้า ผมเลยไปปั๊มออกที่โคลัมเบีย
ขณะนั้นใจสั่นมากว่า ถ้าที่ด่านเอกวาดอร์ไม่ให้เข้าอีกจะทำยังไง
ใครจะช่วยเรา แล้วเราจะต้องติดที่ด่านตลอดไปไหม?

ในที่สุดก็ไปยืนเข้าแถวที่ด่านเอกวาดอร์ ด่านที่นี้ดูสะอาดและทันสมัยกว่าด่านที่โคลัมเบีย

ผม ต่อแถวยันถึงตม โชคดีมากที่เป็นตม คนเมื่อวาน จริงๆแล้ว
ทั้งเซ็ตเป็นคนเมื่อวานหมดเลย เขาเลยจำได้
ก็ยืนรอสักพัก ในที่สุดเขาก็ปั๊มให้เราเข้าเอกวาดอร์จนได้ เฮ้อออออ เกือบตายซะแล้วเรา

ฉะนั้น บอกไว้ก่อนเลย ว่าใครที่จะมาเอกวาดอร์ ให้เตรียมหลักฐานที่บอกด้วยว่าคนไทยไม่ต้องขอวีซ่าเขา
จะได้ไม่มีปัญหา

 

พอได้ปั๊ม ผมก็ดีใจมาก แล้วก็รีบหารถแท็กซี่กับเพื่อนเพื่อไปที่ Tulcan เพื่อไปขึ้นรถสถานีขนส่งไป
เมืองหลวงเอกวาดอร์ Quito

 

รถจากด่าน เอกวาดอร์ ถึง สถานีขนส่ง Tulcan
ส่วนมากแท็กซี่จะคิด 3.5 USD
ไม่มีมากหรือเกินกว่านั้น ราคานี้นั่งได้สามคน ..
ถ้าเกินกว่านั้น ผม แนะนำ ให้ต่ออย่างแรง
ราคานี้เป็นราคามาตรฐาน ...

ที่ด่านจะมีคนให้แลกตังค์มากมาย แต่เตือนก่อนคือ ให้สังเกตุดูแบงค์ดีๆ เพราะมีการ
ทำแบงค์ปลอมเยอะมากในประเทศพวกนี้ ฉะนั้นทางที่ดีให้แลกจากที่อื่นมาไว้เพื่อ

ลืมบอกไปเลยครับ ที่เอกวาดอร์ใช้ ดอลล่าห์อเมริกา
เนื่องด้วยแต่ก่อนเขาเคยใช้เงินสกุลเขา แต่ inflation ทำให้คนในประเทศหันมาใช้เงิน
ดอลล่าอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ฟังเจ้าของโฮสเตลพูดมา
ฉะนั้น จำไว้ว่า ที่เอกวาดอร์ใช้เงิน ดอลล่านะครับ

และนี้ก็คือสถานี Tulcan

ค่ารถจาก Tulcan ไป Quito ราคา 5 USD (ประมาณ 150บาท)

ระยะเวลานั่งรถก็ประมาณ 5-6 ชั่วโมงไม่มากน้อยกว่านั้น
ข้างทางผมขอบอกได้เลยว่า สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แบบ อยากให้คนไทยมาเห็นกันเยอะๆ มากันเยอะๆเขาจะได้รู้จักคนไทยมากขึ้นด้วย(อิอิ)
เดี๋ยวเหมารวมเรากับประเทศอื่นอีก.

 

 

 

และนี้คือบรรยากาศในรถ

ระหว่างทางก็จะมีคนขึ้นมาขายของตลอดเวลา
ไอติมก็ 1 USD
ของกินทั่วไปก็ 1-2 USD
ยังไม่เคยเจออะไรในราคา 3 USD

ระหว่างที่แม่ค้าพ่อค้าขึ้นมาขายของนี้ โปรดจงระวังกระเป๋าตัวเองด้วย
ทางที่ดี ให้ยัดกระเป๋าไว้ใต้รถจะปลอดภัยกว่า ของมีค่าทำตามที่ผมบอกคือติดตัว รัดเอว
ห้อยไว้ จะดีที่สุด เพราะจะมีการกรีดกระเป๋ากันบนรถด้วย แต่ที่เอกวาดอร์อาจไม่มากเหมือนโคลัมเบีย

 

วิวข้างทาง ก็สุดบรรยาย เนื่องด้วยมันทอดยาวมาจากภูเขาแอนดิส วิวของเอกวาดอร์เลยสวยมากๆ
ส่วนวิวในโคลัมเบีย จะค่อนข้างมีแต่ภูเขาและป่า จริงๆก็สวย แต่ผม
คิดว่าเอกวาดอร์สวยกว่ามาก เพราะมันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และไม่เหมือนที่อื่นๆในประเทศไทย

 

 

ในที่สุดก็ถึงสถานีที่ Quito
สถานีนี้เป็นสถานี North ของ Quito
เหมือนกับประเทศไทยที่ใครจะไปใต้ ก็ต้องไปขึ้นรถอีกที่

ซึ่งจากที่นี้ถึง Hostel จะใช้เวลาประมาณ หนึ่งชั่วโมงถ้านั่งรถธรรมดา
แต่ถ้าแท็กซี่ต้องเสีย คนละ 5-7USD แล้วแต่ต่อรอง
ผมเลยเลือกทางสะดวกหน่วย เพราะกลัวอันตราย เลยนั่งแท๊กซี่ไปที่ Hostel กัน

ในแถบลาตินอเมริกัน เกือบทุกร้านหรือทุกบ้านที่เห็นจะติดกรงไว้ทุกที่
และจะมียามหรือการ์ด เกือบทุกที่ ทั้งนี้ ก็เพราะอาชญากรรมและพวกนี้เกิดขึ้นบ่อย
ผม มาแรกๆก็แปลก เวลาเดินไปซื้อของตามร้านสะดวกซื้อหรือที่ไหนก็ตาม
ก็จะมีคนคอยเดินตามหลังตลอด....

ผมนั่งแท็กซี่มาถึง Hostel
ที่นี้มีชื่อว่า the secret garden
บรรยากาศดีมาก และสะอาด ทุกอย่างดีหมด เว้นแต่เน็ตห่วยมาก
ราคาต่อคืนตก 11 USD บวกภาษีเรียบร้อย
จริงๆแล้วมันมี Hostel อีกหลายที่ที่ราคาถูกกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น 6 USD
แต่ถ้าอยากได้ความปลอดภัย และสะอาด ผม แนะนำที่นี้ เพราะข้างบนมีที่นั่งเล่นให้ดูวิวด้วย

อีกอย่างสถานที่นี้ใกล้กับแหล่งที่สำคัญต่างๆที่ไม่ควรพลาดในเอกวาดอร์

 

ข้างในที่พัก ที่พักมีทั้งหมด 4-5 ชั้นถ้าจำไม่ผิด
บรรยากาศดีไม่แออัดเกินไป

มาดูวิวชั้นบนกันดีกว่า

ผมลืมถ่ายรูปที่นั่งชั้นบนมา ถ่ายแต่วิวมา ต้องขอโทษที
และนี้ก็คือวิวจากชั้นบน ที่เป็นที่นั่งเล่นและกินอาหาร
มีชาและกาแฟฟรีตลอด

 

จากรูปภาพข้างบน จะเห็นโบสถ์ที่มีชื่อว่า La Basilica del Voto Nacional.
ค่าเข้าโบสถ์นี้เพื่อไปดูบนยอด ตกอยู่คนละ 2 USD ต่อคน
ข้างบนจะสามารถเห็นวิวของเมืองได้ ส่วนประวัติถ้าอยากรู้ลองไปค้นหาเอาเอง แต่โบสถ์นี้เป็นแหล่งที่ไม่ควรพลาด
ในเอกวาดอร์เหมือนกัน เพราะเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุด (เดาดูจากที่สำรวจรอบๆเมือง)

เนื่องจากมีเหตุการ์ณแผ่นดินไหวได้ไม่กี่ปี ทำให้มีการบูรณะโบสถ์นี้ จึงไม่แปลกใจว่า พอเข้าไปจะเห็นสี และสิ่งก่อสร้างที่ยังใหม่อยู่

 

ตามมาดูกันดีกว่า

ระยะทางโบสถ์ห่างจาก โฮสเตลประมาณ 5 นาที
สามารถเดินมาได้

รูปนี้เป็นบริเวณด้านนอกของโบสถ์

 

 

 

อันนี้คือด้านบน ของโบสถ์

ทางขึ้นบันได วาดเสียว หน้ากลัว อันตรายมาก บรื้ยยย

 

ส่วนวิวอันนี้่ก็เป็นด้านล่าง พื้นถนนมีลักษณะ ไม่เรียบ การขับรถที่นี้ต้องอาศัยทักษะหน่อย

 

ส่วนรูปนี้ที่นี้เป็นถนน ที่สำคัญมีคนพลุกพล่านตลอดเวลา
ของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ส่วนมากลองมาเปรียบกะไทย มักจะแพงกว่า
สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยเข้าใจเลยคือ อัตราว่างงานสูง ค่าครองชีพสูง แต่ได้เงินน้อย
ไม่เคยเข้าใจเลยว่าคนอยู่กันได้ยังไง ... เป็นอะไรที่น่าคิดมาก

 

เดินไปสักพักก็ไปเจอโบสถ์ ชื่อว่า Santo Domingo
ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประวัติมาก เอาเป็นว่ามีแต่ภาพและกัน

 

ขอข้ามช๊อตหน่อย เผอิญ ผม เหลือบไปเห็นเขาขายอะไรไม่รู้
ซื้อมากินก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ลืมถามด้วย แต่อร่อยมาก

 

ส่วนรถสาธารณะ ของเขา จะคล้าย BRT บ้านเรา
ส่วนนี้จะมีในโคลัมเบียและเปรู ถ้าจำไม่ผิด
รถไฟฟ้า และรถใต้ดิน ไม่ต้องพูดถึงไม่มีเหมือนบ้านเรา
แต่ที่โคลัมเบีย เมืองเมเดอิน มีคล้ายกับ BTS แต่ของเราแน่นอน ดีกว่า สะอาดกว่า

 

เนื่องจากอะไรๆก็ไม่เหมือนในเอเชีย คือในเอเชียจะโมเดินกว่าในหลายๆอย่าง
ฉะนั้นใครที่จะมา ก็ต้องทำใจถึงความสะดวกสะบาย และความปลอดภัยหน่อย

 

 

ผมได้เตรียมตัวสำหรับทริปวันรุ่งขึ้นคือไปที่ Mitad del mundo
"Mitad del Mundo หรือ Middle of the World เป็นจุดแบ่งระหว่างซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้"

ที่นี้เป็นที่ที่น่าสนใจอีกที ที่นักท่องเที่ยวต้องมาดูกัน

ตอนนี้ก็นั่งผิงไฟ รอวันพรุ่งนี้...

 

ตอนเช้าผม ก็นั่งรถสาธารณะมา แล้วก็ลงต่อที่ชานชลาอีกที่เพื่อที่จะไปที่ Mitad del Mundo

ต้องขยันอาศัยถามคนก็เยอะๆ เพราะจะได้ไม่หลง

 

 

ในที่สุดเราก็ถึงที่นี้กัน ค่าเข้าชมคนละ 2 USD

ที่นี้จะมี Musuem เยอะแยะให้ชม และจุดขายของที่ระลึก

ที่เพื่อนๆเห็นกัน จะเป็นสถานที่ที่ เป็นจุดแบ่งระหว่าง ซีกโลกเหนือกับใต้
สิ่งที่น่าสนใจเห็นจะเป็นวิวทิวทัศน์ภูเขาที่ล้อมรอบสถานที่นี้ สวยงามมาก

 

เส้นสีเหลืองทีเห็นจะเป็นเส้นแบ่ง

 

บรรยากาศรอบๆ จะเห็นนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ มีเอเชียด้วยแต่ ส่วนมากก็จะเป็นเกาหลี จีน

ที่นี้ถ้าเพื่อนๆต้องการแสตมป์ว่าได้มาที่นี้ ก็สามารถทำได้ โดยเข้าไปที่ร้านของชำซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน หรือถ้าหาไม่ได้
ก็ลองถามคนแถวนั้นดู
แสตมป์ฟรี.......

 

และในที่สุดก็กลับที่พัก

ลืมบอกไปอีกอย่างคือ สถานที่ ที่เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดใน Quito คือที่นี้

ค่านั่งแท๊กซี่ไป 5 USD ส่วนขึ้นกระเช้าไปดู 8 USD (ไป-กลับ)

ผมขอแนะนำอย่างแรงสำหรับคนที่ไม่อยากเสียตังค์ไป
เพราะมันไม่มีอะไรน่าสนใจเลย นอกจากวิวธรรมดา ที่สามารถดูในจากโบสถ์ที่ผม ไป
ข้างบนมันสามารถมองเห็นภูเขา Cotopaxi ได้แต่เนื่องจากวันนี้ซวยเลยไม่สามารถเห็นอะไรได้เลย

ฉะนั้นไม่แนะนำให้มา เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ

 

 

 

รุ่งเช้าก็ถึงเวลาเดินทางไป Cotopaxi ภูเขาที่ใหญ่อันดับสองของเอกวาดอร์
ค่ารถจากที่พักไป ตกประมาณ 5 USD
ที่นี้จะมีรถตรงไปที่นั้นเลย เพราะเนื่องจากผม ได้จองที่พักไว้ที่นั้น ซึ่งที่พักนี้เป็นเคลือของ The secret garden ของโฮสเตลนี้ เลยไม่ต้องยุ่งยากเสียเวลาหารถจากที่อื่นไป เพราะราคาก็จะตกเท่าๆกัน

จริงๆ ผมได้มีแผลนก่อนที่จะโดนชิงทรัพย์ คือจะไปขึ้นรถที่ สถานีขนส่งใต้แล้วหารถเข้าไปข้างในอุทยานเเห่งชาติ
เพราะที่นั้นมีโฮสเตลอยู่ 2-3 ที่ แต่เนื่องด้วยความสะดวกเลยเลือกที่จะไปพักกับของ The secret garden
และก็ไม่ผิดหวังจริงๆคือ สวยมากกกกกกกกกกกกก บรรยากาศดี อบอุ่น น่าอยู่ ออกแนวรักษ์โลกหน่อย แต่ทีนี้มันดีจริงๆ ผม ติดใจมากยากไปอยู่อีก คนที่จัดการที่นี้พูดอังกฤษได้ทุกคนเพราะเป็นอเมริกัน

บรรยากาศเหมือนอยู่ในสวรรค์จริงๆ วิวบางส่วนอาจจะเหมือนในไอร์แลนด์ แต่ผม รับรองได้ว่าติดใจแน่ๆ ถ้าได้มา
อย่าลืมบอก คนที่นี้ด้วยนะ ว่ามาจาก ประเทศไทยยยย เพราะผมถามเขา เขาบอกว่า เพิ่งเห็นคนไทยมาพักที่นี้เหมือนกัน

รูปด้านล่าง ขึ้นรถบริเวณหน้าโฮสเตล

หยุดถ่ายภาพระหว่างทาง

 

ทางที่ไปที่พักนั้น ต้องขอบอกได้เลยว่า หรรษามาก เพราะเหมือนอยู่ในสวนสนุก
กระดกไปมา มึนหัวไปหมด

ช่างเป็นโชคดีอีกครั้งที่ คนขับรถหยุดรถให้ถ่ายรูปอีกรอบ

 

ในที่สุด ผมก็ได้มาถึงที่พักจนได้
อาการมึนๆเล็กน้อย พร้อมหิว ....
บ้านที่ เพื่อนๆเห็นด้านหลัง สีแดงๆ คือบ้านที่ผมจะพักคืนนี้

หลังจากที่ลงจากรถมา ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน

 

 

 

อาหารที่นี้ไม่ต้องบอกคือมีแต่ ผัก ผัก และผัก
ทางที่ดี ให้ซื้อของตุนมาเยอะๆเช่นขนม คบเคี้ยว เหล้ายาปลาปิ้ง
ที่้โฮสเตลนี้มีขายเบียร์กับไวน์
เบียร์ตกเกือบ 3 USD ฉะนั้นถ้าอยากกินให้ซื้อมาจากข้างนอก

ในโฮสเตลนี้ มีบรรยากาศคล้ายกับ รีสอร์ทเลย มีจากุดซี่ มีห้องสุขาสองที่ ทั้งแบบธรรมชาติที่มองออกมาเห็นวิวภูเขาและแบบปรกติ

ผมขอบอกอย่างแรงว่า หลงรักที่นีั้มากๆ ไม่อยากกลับเลย แต่ติดที่ว่าถ้ามีไวไฟที่นี้จะดีมาก
(555 สัญญาณโทรศัพท์ยังไม่มีแล้วจะเอาไวไฟมาจากไหน )

 

ผจก ที่พัก ก็จะเสนอแพคเก็จให้เรา ว่าอยากทำอะไรไปไหน
ในที่นี้ ถ้าใครอยากไปเยี่ยมอุทยานหรือขึ้นไปเหยียบบนภูเขา จะตกคนละ 33USD รวมภาษี
อยากปั่นจักรยาน ก็จะตก 4 USD
อยากขี่ม้า อยากทำไรก็ตามมีหมด
แต่ถ้าอยากปีนไปบนยอดภูเขา จะตกคนละ 200 USD ซึ่งแพงอยู่
ลืมบอกไปว่า ใครที่มาที่นี้ บางคนที่บินไฟทตรงมาเลย อาจจะมีปัญหาเรื่องการหายใจเพราะว่า
มันตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,800 meters above sea level
ฉะนั้นให้เตรียมตัวให้พร้อมกับอากาศหนาวๆ และสุขภาพ ย้ำว่า ก่อนหน้านั้นมีคนเสียชีวิตมาก่อนแล้ว
จริงๆ quito ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ อากาศดีเหมาะกับเดินเล่น
แต่ที่ Bogota นั้น อากาศหนาวมาก ตลอดเวลาและทั้งปี ถ้าเพื่อนๆในมีโอกาส
ปรับตัวสักสามสี่วัน ก่อนทำภารกิจต่างๆที่อันตราย จะดีมากมาย

ในรูปจะเป็นที่พักนั่งเล่นและห้องอาหารส่วนกลาง สามารถมานั้งจิบกาแฟ ชาฟรี ได้ที่นี้
หรือสนทนากับเพื่อนต่างชาติ ส่วนมากที่เห็นจะมาจาก อเมริกา และะยุโรป

และนี้ก็จะเป็นโต๊ะอาหาร ...
เรื่องปลั๊กไฟ และอื่นๆนั้นไม่ต้องเป็นห่วงมีให้ชาร์จได้
แต่เวลาตกดึกนั้น ที่พักจะไม่มีไฟให้ มีแต่เทียน ฉะนั้นถ้าใครมีแสงไฟหรือไฟฉายหรืออะไรก็ตามที่
ส่งประกายไฟตอนกลางคืนได้ แนะนำให้เอามา

ห้องน้ำที่นี้จะมีสองแบบให้เลือก คือแบบธรรมชาติ กับแบบปรกติ
ในรูปนี้ ผมได้ถ่ายในส่วนทีเป็นแบบธรรมชาติ
เพื่อนๆสามารถเพลิดเพลินกับบรรยาศ นั่งอุจระ พร้อมกับธรรมชาติได้อย่างสบาย
ข้างนอกก็จะสามารถมองเห็นวิวภูเขาและวิวทุ่งหญ้าที่เขียวข

 

 

ในรูปคือที่ส่วนกลาง ที่มีโซฟา และโต๊ะให้นั่งเล่น

ที่เห็นจะมีผู้หญิงที่กำลังอ้าปากอยู่ คนนี้จะเป็นคนนำเราไปเดินป่า เพื่อไปดูน้ำตกสองที่
เนื่องจากฝนที่กำลังตกอยู่และอากาศหนาว ทำให้การเดินทางเข้าป่านั้นลำบากหน่อย

ผมจริงๆก็หนาวนะ แต่เนื่องจากอยู่โบโกต้ามานานเลยชินกับอากาศหนาวๆไปโดยปริยาย

 

อีกสักรูปก่อนออกเดินป่า

และในที่สุดทริปเดินป่าของเราก็เริ่มขึ้น ...
ทริปนี้ฟรี ไม่เสียตังค์
ในป่านี้ ค่อนข้างที่จะหนาวเย็นยะเยือกหน่อย เหมือนอยู่ในห้องแอร์เปิดแบบสุดๆ
แล้วยิ่งฝนตกด้วย แต่ด้วยสปิลิตของพวกเราเลย ต้องไปตะลุยกัน

ในรูปอาจจะมองไม่เห็นฝน แต่จริงๆแล้วมันมีฝนนะครับ

 

เนื่องจากการเดินทางลำบาก ทำให้เราต้องค่อยๆเดินไปกันช้าๆๆ

 

และในที่สุดก็ถึงน้ำตกจนได้ กินเวลาไปประมาณ ครึ่งชั่วโมง

 

และนี้ก็จะเป็นน้ำตกอีกที่

 

 

ระหว่างกลับผมไปเห็นเจ้าตัวลามะ มันกำลังกินหญ้าอยู่ เลยถือโอกาสอยากถ่ายรูปมัน
เรียกยังไงมันก็ไม่หันมา สรุปเลยร้องเหมียวววววววว

แค่นั้นแหละมันหันมาเลย

 

ลืมไปเลยครับ อันนี้คืออาหารเที่ยงตอนที่มาถึงพอดี
คงไม่ต้องบรรยายว่าเป็นอะไร (รูปขวานี้เป็นตอนกลางคืน พอมีเนื้อให้กินบ้างเล็กน้อย)

 

อย่างที่บอกไปว่าอาหารก็ไม่น่ากินมาก แต่ก็พอกินได้

หลังจากที่อิ่มไปกับมื้อเย็น ก็ได้เวลาเมากันกับเพื่อน
โชคดีที่เพื่อนได้ซื้อของมากระแทกปากตอนที่อยู่ใน Quito เลยมีเวลานั่งคุยเมากันข้างเตาผิงไฟ
เป็นบรรยากาศที่ดี ยากจะลบเลือน
มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนัง เพราะเวลาดูหนังฝรั่งก็จะมีพวกนี้แหละ เตาผิง อากาศอบอุ่น

 

 

ผ่านไปอีกวันหนึ่ง .....

ตอนเช้าผม ก็รีบตื่นมากินข้าวเพื่อที่จะออกเดินทางไป ที่ภูเขา Cotopaxi
อาหารเช้าทำให้ผมปวดอุจระ ตลอดทั้งวัน เนื่องจาก อาหารเช้าบ้านเราที่ไทยนั้น
ก็เป็นพวกข้าว อาหารที่ค่อนข้างดูเป็นอาหารหน่อย
แต่นี้เป็นขนมปัง สลัดผลไม้ที่แบบเปี้ยวมาก แล้วก็น้ำผลไม้ที่แบบเปี้ยวสุดๆ
ทำเอาเกือบตายทั้งวัน

 

 

เนื่องจากอากาศดีมากตอนเช้า ผมเลยเกิดอารมณ์สดชื่นอยากแก้ผ้า รับอากาศสดชื่น
เลยได้คิดตลกๆกับเพื่อนถ่ายรูป 18+

ใครไม่ดูให้ข้ามไป ... 555555555555

จากนั้นการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น

นั่งรถมาได้สักพักประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงหน้าอุทยานแห่งชาติ
ที่นี้บรรยากาศดีเช่นเคย

 

ช่างโชคดีอีกที่ คนขับรถหยุดให้ถ่ายรูป พร้อมกับปีนขึ้นไปบนก้อนหินลูกใหญ่นีั้เพื่อถ่ายรูป

 

การปีนเขา ของเราก็เริ่มขึ้นจนได้ ... อากาศที่นี้แน่นอนว่าหนาว ผมเอง ถึงแม้จะอยู่มานาน ในบรรยากาศแบบนี้ แต่ก็หายใจไม่สะดวกจริงๆ หายใจลำบากมาก วันก่อน มีสาวออสเตเลียสองคนเพิ่งบินมาถึงก็มาปีนเขาเลยอีกวัน กลับมาในสภาพที่ หน้าแดง หายใจหอบหืบ อีกคนดูเหมือนจะเป็นคล้ายๆกัน ต้อง อุ้มไปที่เตาพิงไฟพร้อมกับห่มผ้า ส่วนสัปดาห์ก่อนนั้น มีชายหนุ่ม ไม่ทราบสัญชาติ อยากปีนขึ้นไปบนยอดเขา แต่เนื่องด้วย อุปกรณ์ไม่พร้อม แล้วอีกอย่างคือ ไม่มีไกด์ เพราะการจะมาได้ ต้องมีไกด์ด้วยไม่งั้นเขาไม่ให้เข้า อุทยาน ทำให้ชายคนนั้นเสียชีวิต พบศพอีกทีก็หลายวันต่อมา ฉะนั้นอย่าคิดพิเรณไปตะลุยคนเดียว มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เป็นอะไรที่ยากมากๆ โดยเฉพาะถ้าไม่มีประสบการ์ณ

 

เนื่องจากผมได้เตรียมพร้อมมาอย่างดี
แต่เนื่องจากก็อุปกรณ์ไม่ครบที่จะปีนไปบนยอด แล้วอีกอย่างคือไม่ได้เลือกที่จะไปสุดภูเขา
เลยจะพยายามไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยง

การปีนเขาครั้งนี้ ทำให้ ผมนึกถึงคนๆหนึ่งขึ้นมาทันที นั้นก็คือ Bear grylls
ใครที่ได้ดูสารคดีของหนุ่มคนนี้ จะทำให้รู้สึกอยากมาทำบ้าง

ขอบอกได้ว่าเป็นประสบการ์ณครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ลืมไม่ได้แน่ๆ

หลังจากมัวแต่บ้าถ่ายรูป แต่ละคนก็หนีขึ้นกันไปหมด

การเดินขึ้นไปนั้น ต้องค่อยๆเดินขึ้นไป ไม่งั้นจะเกิดอากาศหายใจไม่ออกฉับพลัน

 

และในที่สุดจากความพยายามของผม ก็ได้ขึ้นมาถึงครึ่งทาง
ที่นี้คือที่ ลี้ภัย ที่หลบภัย จะเรียกอะไรก็ช่าง แต่มีอากาศหนาวมากๆ

สิ่งที่ผม ขาดไม่ได้เลยคือ ลิปมัน และอะไรทาหน้า หน้าจะได้ไม่แตก
ส่วนของกินที่จำเป็นให้เอามาคือ น้ำ ขนมคบเคี้ยว

ผมทรมาณตัวเองมากกว่าจะขึ้นมาได้ เพราะเนื่องจากหิว และปวดขี้ตลอดทาง
ฝืนตัวเองมาแบบทรมาณมาก เพราะอาหารเช้าแท้ๆ

 

 

จากนั้นเราก็มานั่งพักผ่อนกันสัก 10 นาทีแล้วก็เตรียมปีนขึ้นไปข้างบนอีก

 

 

ตอนนี้ อากาศเริ่มทรหดขึ้น และการหายใจ ของผม เริ่มแปลก
หวั่นๆอยู่ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนกันแน่

 

 

ลื่น สุดๆ

และเราก็ไต่ๆ ไปเรื่อยๆ
เนื่องจากมีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่อยากปีนไปไกลๆ ทำให้ผม ได้มีโอกาสได้ทำ โดยให้เพื่อนถ่ายรูปจากด้านล่างให้

 

และในที่สุด เราก็ปีนไปได้แค่ 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

หลังจากนั้นเราก็ไต่ลงกันอย่างสนุกสนานและใช้เวลาต่ำกว่าชั่วโมงไปที่ลานจอดรถ
ระยะเวลากลับนั้น เร็วกว่ามา
เนื่องจากผม ไม่ได้ปั่นจักรยานลงภูเขาเพราะตอนนั้นเหนือยมาก หิว และปวดท้อง ทำให้หมดสนุกไปทันที
แต่ยังดีที่ไม่เป็นเหมือนสาวออสเตเลียเหมือนวานที่หนักกว่านี้
เกือบลืมไปเลยผม นึกได้ว่าทีพักมีจากุดซี่
ในใจตอนนั้นคิดตลอดเวลาเลย เราต้องกลับไปลงอ่างๆๆๆๆๆๆๆ

 

 

 

ถ่ายกับเพื่อนชาวเยอรมัน

 

 

 

สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้เลยคือ ระยะทางที่เดินทางมาตลอดไม่ว่าจาก โคลัมเบียมาที่นี้
หรือทางเอกวาดอร์เอง จะมีอุบัติเหตุเสมอ
อยากจะบอกว่าสยองมาก เห็นคนตายบ่อยมาก และก็ไม่กล้าถ่ายรูปมา กลัวกลับมาหลอนที่บ้าน

การมีครอบครองซึ่งมอเตอร์ไซต์ที่นี้ เป็นอะไรที่อันตรายมาก ถ้าอยากใช้สิ่งพวกนั้น
แนะนำให้ขับรถยนต์ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาอันตรายที่น่ากลัวได้เยอะ เนื่องจากเส้นทางที่คดเคี้ยว
ขึ้นสูง และน่ากลัวมากในแถบลาตินอเมริกานี้

เรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลานี้ ทริปนี้ทำให้ลืมไปหมดเลย
ขอบอกได้ว่าคุ้มมากๆที่มา ทั้งที่ต้องติดหนี้เพื่อน และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
บอกได้เลยว่า ต้องมาให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วจะรู้ว่าสวรรค์มีจริงๆๆ

สุดท้ายนี้ผมก็ขอนอนพักในจากุดซี่ก่อนและกัน ส่วนเรื่องตังค์คืนเพื่อนค่อยไว้วันหลัง

ทริปต่อไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคม 2012 นี้ ผมจะพาไปเที่ยว leticia และ tabatinga
เพื่อไปดู สถานที่ที่ แม่น้ำอเมซอนเริ่มขึ้น และเข้ามาในบราซิล
ผมจะอยู่ที่นั้น 10 วัน .... ตามใจช่วยให้ไม่เกิดเรื่องไม่ดีขุึ้นด้วยแล้วกันนะครับ
เนืองจากได้จองตั๋วไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่จองก็คงเอาเงินส่วนนั้นมาใช้เพื่อน แต่ทำไงได้ ตอนนี้คือทริปต้องเดินต่อไป

ลากันไปแค่นี้ครับ มีอะไรสงสัยอยากรุ้ถามได้ หลังจาก ทริป อเมซอน ผมก็จะมาเล่าอย่างชัดลึก
และสิ่งต่างๆในโคลัมเบีย ... รอติดตามนะครับ

 

 

วีดีโอท่องเที่ยวในเอกวาดอร์

 

 

 

คำแนะนำต่างๆ

icon.gif (941 bytes)  1. ที่โคลัมเบียใช้เปโซ ที่เอกวาดอร์ใช้เงินดอลล่าห์

icon.gif (941 bytes)  2. อย่าพกเงินไปมากเวลาเดินทางไปไหน แนะนำให้พกบัตรหรือถ้าไม่อย่างนั้นแยกเงินไว้หลายๆที่

icon.gif (941 bytes)  3. เดินทางคนเดียวมักไม่ค่อยปลอดภัย ที่ไหนที่เขาบอกอันตรายห้ามไปเด็ดขาด ตกดึกต้องรีบเข้าบ้านถ้าไม่อยากโดนปล้น

icon.gif (941 bytes)  4. บางสิ่งบางอย่างต่อรองไม่ค่อยได้ไม่เหมือนในเอเชีย คนที่นี้ไม่พูดภาษาอังกฤษ ฉะนั้นเตรียมหาดิกซ์หรือหนังสือไว้เรียนรู้คำเบื้องต้น

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 





ต้นสายแม่น้ำอเมซอนสู่บราซิล 

เที่ยวเมืองฮอลลีวู๊ด เยี่ยมชมหมู่บ้านเบเวอรี่ฮิลล์์

ชีวิตในโบโกต้า เมืองหลวงโคลัมเบีย

ต่างประเทศครั้งแรกกับเมือง หลวงลาว ที่เวียงจันทน์ 
   
   

Follow me on

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Flag Counter