ชีวิตในเมลเบิร์น

ตะเวนตามหาด ชีวิตความเป็นอยู่ ในเมืองที่ได้ชื่อว่าน่าอยู่ที่สุด

ห่างหายไปนานสำหรับการเดินทางของผม และครั้งนี้ผมก็ได้เอาตัวเองมาใช้ชิวิตที่เมลเบิร์น
เป็นเวลาสองเดือนด้วยกันก็เนื่องด้วยเมืองนี้นั้นติดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกหลายปี 
นั้นก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมผมถึงอยากมาเห็นด้วยตัวเองว่ามันน่าอยู่จริงอย่าง
ที่มันติดอันดับไหม จริงๆแล้วอาจจะเป็นด้วยเพื่อนๆที่เคยไปบอกว่ามันน่าอยู่
อย่างนู้นอย่างนี้ แถมอากาศก็ดีด้วย ก็เลยคิดว่าต้องลองสักครั้งแหละจะได้รู้ว่าไอ้คนที่
บอกๆมากันนะมันพูดจริงไหม

แท็กยอดฮิต

สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

เที่ยวเวนิส ที่อิตาลี

สัมผัสสีสันบาร์เซโลน่า?

ไปรัสเซียเที่ยวมอสโก

ผมนั่ง Emirate ไปลงซิดนีย์ก่อนแล้วค่อยนั่งอีกเครื่องมาลงที่เมลเบิร์น คือนอนไม่หลับ
เลยระหว่างที่นั่งมาเพราะไม่รู้ว่าจะเปิดไฟจ้าทำไม เลยทำให้การเดินทางมานั้น
ไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่

 

สิ่งแรกที่ผมทำก่อนเลยตอนมาถึงคือการซื้อตั๋วรถ Skybus(รถสีแดง) ซึ่งรถนี้ก็จะพาเพื่อนๆ
เข้าเมืองกันโดยตกราคาที่เที่ยวละ 19 เหรียญ แพงมากกก แต่ถ้าซื้อไปกลับก็จะถูกหน่อย
นิดหนึ่ง แต่เนื่องจากผมไม่รู้จะกลับตอนไหนดีเพราะอยากมาอยู่ให้มันครบวีซ่าเลยยัง
ไม่ซื้อกลับ

ระหว่างที่เดินทางเข้าเมืองนั้นเห็นอะไรก็สวยไปหมด ก็เหมือนทุกๆประเทศที่ไปเที่ยว
แหละครับ คือวันแรกจะเห่อเป็นพิเศษ คือเจออะไรจับถ่ายรูปหมด

รถบัสนั้นมาจอดที่สถานี Southern Cross โดยมีเพื่อนคนออสเตรเลียนั้นพาเดิน
ไปตามเมืองเพื่อไปชมที่ต่างๆ และสถานที่แรกที่พลาดไม่ได้เลยคือที่
สถานีรถไฟ flinders street ซึ่งรถไฟที่วิ่งในเมืองทุกสายก็จะต้องมาจอดที่นี้กัน
และไปที่อื่นๆต่อเสมือนเป็นสถานีกลางของเมลเบิร์น สถานีนี้นั้นเป็นสถานีรถไฟแห่งแรก
ในประเทศออสเตรเลีย ถูกสร้างครั้งแรกในปี 1854 และเสร็จในปี 1910

รูปด้านล่าง สถานีรถไฟ flinders street


ระหว่างที่เดินทางไปพักนั้นบนรถไฟก็แออัดไปด้วยนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียน
ตะโกนโวกเวกไปมาอย่างสนุกสนาน ดูเหมือนทุกอย่างที่นี้ดูค่อนข้างจะวุ่นวายทีเดียว
แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากกับเสียงต่างๆ และผู้คน
มัวแต่มาเอ็นจอยกันวิวนอกรถไฟที่ค่อยๆขับไปช้าๆ

 

พอถึงที่บ้านเพื่อนก็เริ่มวางของ จัดของเข้าที่เข้าทาง จากนั้นก็ออกไปซื้อของเข้าบ้าน
เพื่อที่จะเอามาตุนไว้ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี้ ในย่านที่ผมอยู่นั้นอยู่บริเวณ Newport
ซึ่งห่างจากเมือง 20 นาทีโดยรถไฟ แต่มันก็ไม่เปะๆขนาดนั้น กว่าจะเดิน

มาถึงสถานี กว่าจะนั่งรถรถไฟอีก ก็ตีไปชั่วโมง ใจจริงถ้ามีตังค์ เป็นไปได้ก็อยากไปอยู่ในเมือง แต่มาด้วยงบจำกัดมาก 5555 เลยที่ไหนก็ได้ขอนอนฟรีก่อน



ในบริเวณย่าน Newport นั้นจะใกล้กับอีกย่านคือ Williamstown ซื้อบริเวณนี้ดูสงบๆ คนเอเชียน้อย และก็ดูเงียบๆ ซึ่งต่างจากวันแรกที่เดินทางมามากๆ ที่ทุกอย่างก็ดูรีบไปหมด

 

ระยะช่วงสัปดาห์แรกๆ สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของผมเลยคือยิมสำหรับออกกำลังกาย
แต่แบบหลายๆที่คิดค่าบริการแพงมาก ผมเลยจำเป็นจะต้องไปใช้บัตรผ่านเข้าฟรีก่อน 3วัน
และก็ออกกำลังกายอยู่บ้านตามอุปกรณ์ที่หาได้ ที่ตัดหญ้าเอย เก้าอี้ โซฟา มายกไปยกมา
แก้ขัดไปก่อน

 


หลังจากพักบริเวณย่านเดิมมาได้สักพัก ก็เริ่มเบื่อ คราวนี้ก็อยากจะลองไปตะลอน
ด้วยตัวเองในเมือง สิ่งสำคัญต้องใช้ในการเดินทางนั้นก็คือบัตรรถไฟ Myki แต่ละรัฐจะใช้
บัตรคนละแบบกัน ที่นี้ใช้ Myki
ขี้นได้หมดไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถบัส รถราง โดยการใช้งานก็ง่ายมาก แค่เติมตังค์ในบัตร

และก็ก่อนเดินทางก็ไป Tap on และตอนออกจากสถานีก็ Tap off เหมือนใช้บัตรรถ
ไฟฟ้าบ้านเรา ซึ่งการเดินทางนั้นก็ค่อนข้างที่จะแพงมากถ้าเปรียบเทียบ
กับบ้านเรา คนไหนที่แอบขึ้นรถฟรีโดนจับก็ระวังจะถูกปรับนะ ซึ่งผมเป็นคนที่

ไม่มีโชคด้านการทำผิดกฏหมายเลย ไปไหนตำรวจเล็งตลอดจากประสบการ์ณต่างๆ
ที่ผ่านมา เช่น คาดเข็มขัดเวลานั่งรถทุกวัน วันไหนไม่ขาดวันหนึ่ง วันนั้นตำรวจลง
อะไรอย่างเนี้ย เลยต้องทำตามกฏตลอดเวลา โดยหลังจากที่ซื้อ Myki มา


เติมเงินแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือ อินเตอร์เน็ต และ โปรแกรม PTV ซึ้่งจะเป็นโปรแกรมที่ช่วย
บอกว่าจะเดินทางไปยังไง เดินทางไปที่นี้ต้องนั่งรถไฟไปสายไหน อีกกี่นาทีถึงอะไรแบบนี้
ถามว่าจำเป็นไหม บอกเลยว่าจำเป็นมากๆ ขาดไม่ได้เลยทีเดียว



วันไหนกลับบ้านดึกไม่มีรถไฟกลับบ้าน ก็ต้องนั่งแท็กซี่อย่างเดียวนะจ๊ะจะบอกให้
แต่ถ้าเป็นช่วงศุกร์ และเสาร์นั้น รถไฟวิ่งทั้งคืน
แต่แบบชั่วโมงละเที่ยว

 

ในเมืองนั้นหรือที่เรียกว่า CBD (Central Business District) เป็นย่านที่ดูเหมือนจะวุ่นวาย
ตลอดเวลาด้วยผู้คน ถ้าหากใครไม่รู้จะไปยังไงก็แนะนำให้ไปที่
Melbourne Visotor Centre คือออกมาจากสถานี Flinder Street ก็เจอเลย หาง่ายมากๆ
โดยที่นี้ก็จะเป็นที่ที่ให้ข้อมูลต่างๆในเมลเบิร์น อยากไปที่ไหนถามโลด

 

 

Melbourne Visitor Centre

 

ที่แรกที่เห็นง่ายๆเลยคือ มหาวิหารเซนต์พอล "St Paul's Cathedral" ที่นี้ถูกสร้าง
ตั้งแต่ปี 1852 โดยที่นี้นั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของชาวคริสเตียนในเมลเบิร์นตั้งแต่
สมัยเริ่มแรกของการสร้างเมือง


ที่สำคัญถัดมาก็คือห้องสมุดรัฐวิคตอเรีย "State Library of Victoria"เป็นห้องสมุดที่
อยู่กลางเมืองมีวัยรุ่นมากมายมาใช้บริการกัน ซึ่งห้องสมุดนี้ก็อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเช่น
RMIT เลยทำให้มีนักศึกษามาใช้บริการกันเยอะมาก แบบดูคึกคักกันเลยทีเดียว

เดินลัดไปลัดมาเรื่อยก็จะเจอห้างกลางกรุงที่มีชื่อว่า Melbourne Central
ความน่าสนใจของห้างนี้คือมันอยู่กลางเมืองเลยและมีสถานีรถไฟด้านล่างคือ
Melbourne Central กลางห้างก็จะเหมือนมีหอคอยอยู่
ส่วนของขายในห้างนั้นก็เหมือนๆกันทุกห้าง ซึ่งใครที่ชอบมาเดินห้างนั้นก็อาจจะชอบ
แต่ส่วนตัวผมจะชอบเดินห้างในไทยอย่างเดียว(เดินตากแอร์555)

คราวนี้หมดกับการเดินห้างไปก็คิดขึ้นได้ว่า ที่นี้มันต้องมีพวกบาร์บนดาดฟ้าสิ
เหมือนอารมณ์เมืองไทยอ่ะ ไม่รีรอผมก็รีบค้นหาสถานที่นั้นและก็ได้มาเจอที่หนึ่งที่
มีชื่อว่า Cinema Rooftop bar โดยที่นี้นั้นดึกๆก็จะมีการฉายหนังด้วย โดยเวลาเดินหานั้น
ค่อนข้างเดินหายากหน่อยเพราะมันไม่ได้มีป้ายอลังการโชว์ว่าอยู่ตรงไหน
อันนี้ต้องอาศัยทักษะเดินหาเอา พอถึงปั๊ปก็เดินขึ้นบันไดมาชั้นบนสุด
คือใครจะรอลิฟท์ก็ได้ แต่ช้ามากกก บนดาดฟ้านี้ค่อนข้างที่จะเห็นเมืองเฉพาะบางจุดเท่านั้น
ถ้ามาคนเดียวอาจจะไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะที่นั่งนั้นจะจัดเป็นตัวใครตัวมันนั่ง
คือคบค้าหาสมาคมใหม่นั้นดูเหมือนจะยากถ้าไม่เดินไปคุยกับเขาถึงโต๊ะ 555



สรุปกิจกรรมตอนสว่างก็จบ คิดไปคิดมา เอะมันมีแค่นี้เองเหรอ แล้วเราจะอยู่ยังไง
อีก 2 เดือนที่เหลือถ้ามันดูแบบอ่อยๆแบบนี้ ตอนกลางคืนก็เลยยังไม่กลับบ้าน เลยไปเดินดูตามเมืองและความคึกคื้น ให้จบวันนี้ไปสวยๆก่อน


บริเวณริมน้ำในเมือง

หลายวันผ่านมา ผมก็ยังวนกับการเตลิดรอบเมือง และที่นี้นั้นก็ยังเป็นบริเวณย่าน
Flinder Street ด้านหลังนั้นก็จะมีแม่น้ำที่มีสะพานเชื่อมต่อไปที่ เมลเบิร์นใต้
ดูไปดูมาที่นี้ก็เหมือนแม่น้ำที่เบอร์ลินเลย มีร้านอาหาร และบาร์เรียงรายให้เห็น
เดินๆไปมาริมแม่น้ำ ก็จะมีสะพานหนึ่งที่มีข้อมูลของผู้อพยพที่มาจากทุกทีบนโลก ว่ากี่คนและเท่าไหร่

เนื่องจากบอกก่อนว่าเมลเบิร์นนั้นไม่ใช่แหล่งของคนไทยสักเท่าไหร่เพราะว่าที่นี้
เวียดนาม ไต้หวัน จีน เขมร มีเยอะมาก ถิ่นของคนไทยให้ เดาเลย น่าจะซิดนีย์
เพราะเห็นมีเปิดถนนอย่างเป็นทางการว่า ไทยทาวน์
ที่นั้นเลยเดาว่าคนไทยนั้นต้องเยอะมากๆแน่ๆ



 

สะพานอีกที่นี้ทีเห็นก็คือสะพาน Evan Walker Brigde ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมต่อไป
Southbank บริเวณนี้้นั้นเป็นแหล่งที่หลายคนๆมาถ่ายรูปกัน ซึ่งสาวกselfie
ตัวพ่อแบบผมก็ไม่รอดแน่ๆ 555 ถ่ายเป็นร้อย พอเอามาดูลบออกเป็นร้อยเช่นกัน
ใช้จริงได้แค่รูปสองรูป

หลังจากที่เดินๆดูสะพาน พอพูดถึงเรื่องที่อยู่อาศัยตามย่านต่างๆแล้วก็จะเห็นได้ว่าคนเอเชีย
ส่วนมากนั้นก็จะไปแออัดกันแถวย่าน Springvale คือเอาง่ายๆแต่ละแหล่งจะบอกเลยใครอยู่
ไหนมากหรือที่ไหนมีประชากรชนชาติไหนมากเช่น ถ้าย่าน Footscray
ก็จะเป็นเวียดนาม ไรงี้ ผมก็เลยหาเวลาและหาโอกาศไปสำรวจตามย่านพวกนี้กัน

ย่าน Sprinvale

ใครที่ได้หลงมาที่ย่านนี้นั้น จะเหมือนว่าพลัดหลงมาในสถานที่ที่หนึ่งในเอเชีย
เพราะหัวแดงแถมไม่มี อีกอย่างร้านอาหารใต้หวัน กัมพูชา เวียดนามเยอะมาก
บริเวณนี้ก็มีศูนย์การค้าที่ดูไปดูมาก็เหมือนตลาดสดในห้าง


ระหว่างเดินรอบๆนั้นผมก็เห็นที่ที่หนึ่งที่คนชอบมาซื้อ Lotto เห็นงวดนี้ Lotto OZ
จะออก 30 ล้าน คือในใจก็คิดเหมือนกันว่าตังค์ก็หมดไปทุกวันๆ ถ้าซื้อมาแล้วถูกเนี้ย
จะไล่ซื้อบ้านทุกหลังรอบโลกเลย 555 ว่าแล้วก็ไปหาซื้อทันที
โดยเล่นแค่เกมม์เดียวเท่านั้นเอง 555 เพราะเปลืองตังค์ อีกอย่างไม่บ้าเล่นการพนันมาก
เพราะไม่มีโชคด้านนี้เลย เน้นขำๆ


 

บริเวณนี้มีร้านชาไข่มุขร้านหนึ่งที่คนชอบมาซื้อกันชื่อว่า Gong Cha
ได้ยินจากปากคนนู้นคนนี้ว่า อร่อยมากอย่างนู้นอย่างนี้ สรุปมาลองด้วยตัวเองจ้าาา
แดกไม่ได้ 5555( นี้ก็เวอร์ไป) คือเฉยๆอ่ะ รสชาติเฉยๆมากอย่างบอกไม่ถูก
คือไม่ค่อยเชื่อคนที่บอกปากต่อปากที่นี้ เพราะเนื่องด้วยแต่ละคนรสนิยม
การกินไม่เหมือนกัน ของบริเวณย่านนี้ก็ค่อนข้างถูกดี อีกอย่าง ของไทยนั้นมีเยอะมากๆ
อะไรที่ไทยมี ที่นี้มีเกือบหมด ไม่ต้องห่วงเรื่องเครื่องปรุงเครื่องเทศ ที่นี้มีให้เลือกครบครั่น

 

 

ต่อมาย่าน Footscray

ใครหลงมาย่านนี้ให้หลับตาพร้อมกับวนไปรอบๆสามครั้งพร้อมกับบอกตัวเองว่า
นี้กูไม่ได้อยู่ที่ตลาดเวียดนามสมัยสงครามโลกครั้งที่สองใช่ไหม? 5555
แบบที่นี้ริมถนนวางขายผักกันเลยจ้าาาา ของที่ขายที่นี้ก็จะเป็นเวียดนามส่วนใหญ่
มีทั้งร้านต่างๆที่แบบเหมือนหลุดไปอยู่โฮจิมินห์ซิตี้ ร้านทำผม ร้านขนมปัง
ที่นี้ยังพอมีให้หัวแดง หัวดำ ผสมผสานกันอยู่บ้าง แต่ก็ยังดูไปดูมาเหมือนอยู่เอเชียอยู่ดี
ใครที่มาแล้วอยากได้บรรยากาศนี้ ให้มาตอนเช้าๆ ตอนที่ของเริ่มวางขาย
และคนเริ่มนั่งกินกาแฟซื้อขนมฝรั่งเศษยาวๆมากินกัน


มาย่านเอเชียกันแล้วลองมาดูย่านอื่นๆกันบ้าง
เนื่องจากผมไม่อยากขึ้นรถไฟและอีกอย่างคือผมนั่ง tram ไม่เป็น 555 คือมันดูสับสนมาก
พยายามนั่งหลายรอบ เวลานัดเจอเพื่อน มันบอกให้มาที่ stop เลขที่นี้
พอเปิดตามแอฟมันก็ไม่โชว์ ก็แหมชื่อแต่ละ stop ก็มีทำไมไม่บอกกูหล่ะ 555

เลยตัดสินใจเดินอย่างบ้าคลั่งสามชั่วโมงจากในเมือง
อ้อมโลกมาที่ st kilda beach ซึ่งสถานที่ต่างๆที่จะไปดูก็เป็นย่านของคนผิวขาวกันบ้าง

โดยผมเดินไปย่านแถว Fitzroy และ Collingwood


จากนั้นก็เดินลงไปที่ Hoddle Bridge ในย่าน South Yarra เสร็จแล้วก็เดินๆไปจากถนน
toorak Road ในย่าน South Yarra และ Prahran นั้น จะเต็มไปด้วยฝรั่งเยอะแยะไปหมด
ซึ่งร้านอาหารต่างๆนั้นที่ตั้ง

อยู่บนถนน Chapel st นั้นก็มีหลายหลายมาก
บริเวณนี้ก็จะได้อารมณ์อีกแบบ ต่างจากย่านเอเชียที่บอกมาก่อนหน้านี้
แถวนี้ร้านอาหารไทยก็จะเยอะเป็นพิเศษ ไฮโซไหมหล่ะ ร้านอาหารไทยอยู่ย่านฝรั่ง 555


และในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงหาดที่มีชื่อที่นี้นั้นก็คือ St. Kikda beach
ชายหาดที่นี้ก็แออัดไปด้วยคนตลอดเวลา ผมมาที่หาดนี้บ่อยมากเพราะใกล้สุด
วันไหนอากาศแย่ๆหน่อยคนก็น้อย วันไหนแดดแรงๆก็เต็มหาดแถมที่นี้ก็ยังมีสวน

สนุกให้เล่นกันอีก ใครที่คิดจะซื้อเบียร์มานั่งกินบนหาด ต้องระวังนะ
เพราะว่าประเทศนี้มีกฏว่าห้ามดื่มสุราในที่สาธารณะ อารมณ์เหมือนใครไปอเมริกา
เผลอๆอาจโดนตำรวจจับได้ ฉะนั้นจะมานั่งดูทะเล จิบเบียร์นั้น อาจเป็นไปไม่ได้
แต่ถามว่ามีคนทำไหม มีแน่นอน แต่ไม่แนะนำนะครับ
ผมก็เคยแอบทำแต่เอาไวน์ใส่กระเป๋าไว้ อยากจิบก็เปิดกระเป๋ายกซดมาทั้งขวด 555
พอพูดถึงเรื่องไวน์และหวานปาก ไวน์ที่นี้ก็ไม่ค่อยแพงมาก ถ้าเปรียบกับเมืองไทย
ก็ราคาพอๆกัน เป็นที่ยุโรปไม่ได้ ไวน์ถูกยังกับน้ำเปล่า ส่วนเบียร์ก็แพงกว่ายุโรป

St Kilda Beach


จบไปกับเรื่องทะเลและไวน์กันก่อน กลับเข้ามาในเมืองอีกครั้ง
ใครที่คิดว่าการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแพง ให้แนะนำไปที่ตลาด Queen Victoria Market

Queen Victoria Market

หากใครที่อาศัยอยู่ในเมืองแล้วอยากหาซื้อของถูก ต้องที่นี้เลย Queen Victoria Market
เพราะที่นี้คุณจะหาซื้อได้ทั้งผัก เนื้อ เสื้อผ้าและอื่นๆหากใครนืกภาพไม่ออกให้นึกถึงตลาดสด
หรือตลาดตามห้างที่เขาให้เช่าพื้นที่ อารมณ์เดียวกันเลย ของที่นี้ก็ไม่ได้ว่าถูกเวอร์วัง
แต่ก็มีหลากหลายให้เลือกสัน ใครที่อยากหาเสื้อกันหนาว แจ็กเก็ตถูกก็มาตลาดนี้ได้
ที่นี้ถือว่าเป็น landmark ของ Melbourne เลยทีเดียว ตลาดนี้นั้นมีมานานมากตั้งแต่
ศตวรรษที่ 19 โดยชื่อตลาดนั้นได้ถูกตั้งชื่อตามสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียผู้ปกครอง
จักรวรรดิอังกฤษในสมัยนั้น ถือว่าเป็นตลาดอันเก่าแก่ไม่กี่แห่งที่ยังคงหลงเหลือให้ดูอยู่

 


ระยะเวลาที่อยู่ที่นี้นั้นผมก็วนไปวนมาอยู่ที่เดิมๆซ้ำๆ บ้างก็ไปเหนือ ตก ออก ใต้ ไปมาทุกทิศ
และอารมณ์ที่ตามมานั้นก็คือ ทำไมเมืองนี้มันน่าเบื่อจัง คือดูเหมือนเมืองที่คนวัยเกษียณ
เริ่มมาลงหลักปักฐานที่นี้ ซะมากกว่า เพราะความตื่นเต้นมันไม่

ค่อยมีสักเท่าไหร่เหมือน นิวยอร์ก หรือเมืองในยุโรปที่ผมไปอยู่มา บางคนอาจชอบแนวๆนี้
แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันอาจจะไม่โดนใจกับผมเท่าไหร่นัก คือการมาเที่ยวที่นี้
สิ่งสำคัญที่ต้องมีเลยคือเงิน กระเป๋าต้องหนักพอถ้าหากอยากไปเที่ยวที่สวยงาม

พวกธรรมชาติอะไรอย่างนี้ เพราะออสเตรเลียมีที่สวยงามเยอะมากๆทีเดียว
แต่เนื่องด้วยผมงบน้อย เลยเที่ยวได้แต่เฉพาะในเมือง ให้ออกไปไกลๆมากๆจากเมลเบริน์
จำเป็นอย่างมากต้องมีรถยนต์ หรือแม้แต่เดินทางไปไหนมาไหนในเมืองเองนั้น
จะสะดวกมากที่ใช้รถยนต์ เพราะสถานที่แต่ละที่ตั้งอยู่ไกลกันมาก อยากมาหาด
ก็นั่งรถไฟเป็นชั่วโมงกว่าจะมาถึง

คือบ่นกับตัวเองทุกวันจนมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งจะไปสถานที่ที่หนึ่งที่มีชื่อว่า hanging rock
ผมก็เลยได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย อย่างน้อยก็ได้ออกไปนอกเมือง

 

Hanging Rock

ที่นี้ก็เป็นที่คนยามว่างมาปิกนิกกัน มาดูหิน ดูวิว ดูธรรมชาติและอื่นๆ
ความน่าสนใจของที่นี้ก็คือไอ้หินที่มันห้อยโตงเตงและไม่ร่วงลงมา เขาก็เลยเรียกมันว่า
hanging rock นั้นเอง


ทีนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหน่อยต้องอาศัยขับรถมาอย่างเดียวใครไม่มีรถขับก็ต้องอาศัย
ทัวร์อย่างเดียว 555 ครั้งนี้ถือว่าเป็นโชคดีมากที่ผมมาที่นี้แล้วเจอจิงโจ้และจิงโจ้
ตัวนี้ก็ไม่ดุด้วย เพราะต้องระวังเป็นอย่างมากถ้าหากไปเจอพวกจิงโจ้ตามถนน
ไปใกล้มันมีหวังโดนกระโดดถีบฟรีคิก แต่ตัวนี้ถ่ายรูปได้ แถมมันให้ลูบจับได้
เลยถือโอกาสสัมพัสอย่างเต็มที่ด้วยความไม่เคยเจอมาก่อน

จิงโจ้ส่วนมากมักจบชีวิตกันบนถนน เพราะพวกนี้ชอบกระโดดใส่รถกัน


ที่่ hanging rock นี้เคยได้มีการทำเป็นหนังที่มีชื่อว่า Picnic at Hanging Rock
ซึ่งหนังเรื่องนี้ผมไม่เคยดูมาก่อน แต่หลัง จากที่ได้เดินรอบๆ
ผมเดาว่าน่าจะเป็นหนังสยองขวัญแน่ๆ อิอิอิ เพราะเนื่องด้วยบรรยากาศที่นี้นั้น
ถ้าให้ทำเป็นหนังตลกมันก็ดูยังไงๆอยู่


จริงๆที่นี้มีเรื่องเล่าขานกันมากมายเกี่ยวกับผีสางต่างๆ จริงๆมันไม่มีอะไรหรอก
คนพูดปากต่อปากกันไปเอง แน่นอนว่าการเดินทางมาที่นี้จะต้องเสียค่าเข้า
น่าจะเป็นค่าจอดรถมากกว่าประมาณ 10 AUD มั่งถ้าจำไม่ผิด


แต่ถ้าใครที่อยากดูอะไรสวยๆงามต้องแนะนำให้ซื้อทัวร์ไปทีนี้เลยถ้าไม่มีรถ
ที่นี้ก็คือ The Great Ocean Road สวยงามอลังการมาก อันนี้คือรูปตัวอย่าง..

Brighton Beach

และมาจุดที่สำคัญอีกทีในเมลเบิร์นที่ใครๆก็มาถ่ายรูปกันซึ่งในนิตยาสารท่องเที่ยวต่างๆ
ก็ต้องลงรูปสถานที่นี้เพราะมันเป็นที่ที่มีบ้านสีสันสวยงานเรียงรายอยู่เต็มชายหาด
โดยที่นี้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเมลเบริน์ สำหรับการเดินทางนั้นสะดวกมาก
เพราะสามารถนั่งรถไฟมาลงที่สถานที่ Brighton Beach ได้เลย
บ้านพวกนี้ที่ตั้งเขาไม่ได้อยู่กันนะครับ แต่เป็นที่เก็บของบ้าง ร้านค้าบ้างแล้วแต่คน
ที่เป็นเจ้าของจะทำกัน ที่นี้นั้นสวยงามมากและคนก็จะแออัดกันช่วงเย็นๆ
โดยที่นี้ผมมีความรู้สึกว่าสนุกว่า st. kilda beach เพราะเนื่องจากคนจะมาออกันที่เดียวตอนเย็น และมาทำกิจกรรมกันตามชายหาด
เนื่องจากผมมาคนเดียวบนหาดนี้ และบังเอิญได้สร้างเพื่อนใหม่ด้วย
เลยมีกิจกรรทที่ทำบนชายหาดกันแก้เหงาไปได้อีกวัน

เพื่อนใหม่ ที่เจอบนชายหาด

มาซะทีก็ถ่ายคู่กับบ้านที่เป็นลายธงชาติเลย

 


สิ่งที่มีชื่อของเมลเบิร์นอีกอย่างต้องบอกเลย มันก็คือกาแฟนี้เอง สตาร์บัคส์ที่นี้แต่ก่อน
ก็มีเยอะและก็เริ่มปิดตัวลง ก็แน่นอนสิครับ เพราะเมลเบริน์ดังเรื่องกาแฟ
ถึงขนาดมีโรงเรียนสอน และคนทำงานที่นี้ต้องเก่งจริงๆ
ไม่งั้นเขาไม่รับทำเป็นบาริสต้านะครับ คือกาแฟตามร้านอร่อยมาก
ส่วนสตาร์บัคส์ เข้าไปนี้เหมือนมาเอเชีย 555 เพราะคนที่เข้าไปกินก็มีแต่เอเชียทั้งนั้น
กินไม่กินไม่รู้ แต่ทุกคนต้องถ่ายรูป โพสลงเฟส check-in
ว่าฉันได้ดื่มสตาร์บัคส์ที่เมลเบิร์น (อันนี้ประชดนะ 555)


ร้านสตาร์บัคส์ที่นี้ขายถูกด้วยใครสาวกก็มากินกัน
แต่ผมเลือกที่จะมาร้านกาแฟทั่วไปที่อร่อยกว่ามากดีกว่า

 

ส่วนใครอยากไปแวะตามชายหาดอื่นก็มีเช่นกัน ยกตัวอย่าง altona beach
หรือ williamstown beach ความแตกต่างก็คืนจำนวนคนไปเท่านั้นเอง

ส่วน Supermarket ดังๆสัญชาติออสเตรเลียนั้นที่เห็นบ่อยๆเลยคือ Woolworth and Coles
ของที่นี้ขายถูก มีทั้งลดแลก แจกแถม 555 ลองไปดูกันนะครับ
สิ่งที่แย่สำหรับสองแบร์นนี้คือของลดส่วนมากรสชาติแย่มากๆ
หากเห็นอะไรที่มันลดราคาเยอะๆ อย่าไปคิดว่ามันจะอร่อยนะครับ

ในตัวเมืองนั้นจะมี ที่ที่ถ่ายรูปสวยๆพวกกราฟิกต่างๆ สามารถเสริจหาได้ มันจะอยู่ที่
Hosier and Rutledge Lane ที่นี้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปเยอะเหมือนกัน ผมเป็นหนึ่งในนั้น

 

ในเมืองตอนเช้าๆนั้น เป็นบรรยากาศที่ดีมาก เพราะคนไม่ค่อยมี ถ่ายรูปสวย
แต่พอกลางวันเมื่อไหร่ ก็จะเต็มไปด้วยคนตามถนน เดินกันไปมา ที่นี้

ในตัวเมืองนั้น ดึกๆก็จะมีคนไร้บ้านมานอนกันตามถนน ซึ่งก็ถือว่ามีเยอะอยู่ แต่พวกนี้เขาไม่มาทำร้ายคุณนะไม่ต้องกลัว


ชีวิตของคนที่นี้ถ้าให้เปรียบกับกรุงเทพแล้ว จะเห็นว่ากรุงเทพ หลังเล็กงานก็ไปปาร์ตี้ยันดึก
และตอนเช้าก็ตื่นไปทำงาน
ส่วนที่นี้คนดูเหมือนสนใจตั้งหน้าตั้งตาทำงานลูกเดียว ไม่รู้จะรวยกันไปไหน 555
เพื่อนๆและคนที่รู้จักก็เป็นแบบนี้กันหมดที่นี้ ทั้งฝรั่งและเอเชีย
นี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมแบบเซงๆ แถมผับบาร์ก็ให้โชว์พาสปอร์ตตลอด พอบอกใช้อย่างอื่นแทนได้ไหม ก็ไม่ได้
แม้กระทั้งก๊อปปี้ก็ไม่เอา แบบประเทศอื่นๆในยุโรปยังไม่เข็มงวดขนาดนี้

คือมันว่างจัด วันๆก็ไปตกปลาบ้าง บางวันก็ไปยิมบ้าง ที่นี้มีที่ฝึกมวยไทยด้วย

 


หลังจากได้ใช้ชีวิตผมที่นี้เกือบครบสองเดือน ก็เริ่มรู้สึกว่ามันก็ไม่มีอะไร
ที่ตื่นเต้นเลย มันดูจะเงียบเหงา เป็นชีวิตที่สโลมากๆ
นี้แค่สองเดือนเองเนี้ยนะเบื่อและ หลายๆคนก็บอกว่าเป็นเพราะ
ผมไม่ได้มาอยู่ มาทำงานที่นี้และใช้ขีวิตเลยเริ่มเกิดอารมณ์เบื่อๆไม่ชอบ
แต่จริงๆตามความรู้สึกส่วนตัวผม ผมว่าเมลเบิร์นน่าเบื่อมาก
เมื่อเทียบกับเยอรมัน (ก็แหมมม แน่นอนสิเยอรมันมันสนุกจริงๆ)
คือคนที่นี้ไปตามผับตามบาร์ก็ไม่คุยกัน คือมีช่วงหนึ่งที่ผมไปซิดนีย์ 3 วัน
ความแตกต่างนั้นเห็นได้อย่างชัด
ถึงแหมซิดนีย์จะดูเถือนหน่อย แต่มันดูรื่นเริงตลอดเวลา
ถ้าให้บ่นว่าไม่ชอบอะไรบ้างคงเยอะมาก แต่คนที่ชอบนี้ก็อาจจะคิดต่างหน่อย


แต่ส่วนหนึ่งของอารมณ์เบื่อนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าไปตกหลุมรักใครเข้า
แล้วเขาไม่รักไง ก็เลยแอบเซง 5555

เอาเป็นว่านี้ก็คือเรื่องราวส่วนหนึ่งของชีวิตผมที่เมลเบิร์น
ที่อาจจะมองมุมอีกมุมหนึ่งที่แตกต่างหน่อย
มาที่นี้ก็ไม่ได้สร้างเพื่อนมากมายเลย แต่ก็เอานะถือว่าเป็นประสบการ์ณ

แต่เอาเป็นว่าหากใครชอบไม่ชอบอย่างไรก็ลองมาดูแล้วกัน
ที่นี้มันก็ไม่ได้ไม่โอเคไปทุกอย่าง 555
ตามมากับผมครั้งหน้าที่ Sydney และกัน จะพาไปดูว่ามันเป็นแบบไหน อย่างไรครับ

 

 

icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes)  icon.gif (941 bytes) 

 

คำแนะนำต่างๆ

icon.gif (941 bytes)1.อย่าลืมติ๊ดบัตรก่อนใช้บริการรถไฟ ถ้าโดนปรับนี้ซวยนะก
icon.gif (941 bytes)2.ห้ามดื่มเหล้าในที่สาธารณะ ไม่อย่างนั้นก็โดนเหมือนกัน แต่จะแอบทำก็ได้นะ 555
icon.gif (941 bytes)3.การเดินทางที่นี้ถ้ามีรถจะดีมาก เดินทางสะดวกกว่า
icon.gif (941 bytes)4.มีเพื่อนบอกว่าห้ามเดินเล่นโทรศัพท์ขณะเดินข้ามทางม้าลาย ไม่งั้นจะโดนจับ 555
 


 

 

 



ตะเวนถ่ายรูปกับโอเปร่าเฮาส์
ในซิดนีย์

ถ้าคิดถึงปาร์ตี้และเบียร์ถูกๆ ต้องที่นี้ที่เดียว ที่เยอรมัน

เกาะในฝันที่ใครๆก็อยากมา สักครั้งในชีวิต “ซันโตรินี่”

เมืองบาร์เซโลน่าแห่งวัฒนธรรม
เมืองคาตาลันต้องที่นี้

   
   


Follow me on

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Flag Counter